JOKE MEE PLEASE เผยเคล็ดลับ 9 ปี สู่ความสำเร็จธุรกิจอาหารจีน

เชื่อได้เลยว่าแทบจะทุกคนจะต้องเคยทานโจ๊กกันอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็เคยทานกัน แต่จะหาร้านที่อร่อยนั้นไมง่ายเลยจะมีสักกี่ร้านที่อร่อยถูกใจจนเป็นร้านโปรดของเราได้ มีร้านโจ๊กทีเปิดกิจการมานานกว่า 9 ปี ในชื่อ JOKE MEE PLEASE (โจ๊กหมี่พลีส) อะไรที่ทำให้ร้านโจ๊กสูตรฮ่องกงของเถ้าแก่ใหม่ร้ายนี้ดำเนินธุรกิจได้ยาวนาน มาดุกันว่าความแตกต่างระหว่างโจ๊กฮ่องกงกับโจ๊กไทยมีความแตกต่างกันอย่างไรและมีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ

JOKE MEE PLEASE

คุณประยุทธ  เจียรกุล  ผู้จัดการทั่วไป ห้างหุ้นสวนจำกัด Enjoy Eating เจ้าของร้าน JOKE MEE PLEASE เล่าให้ฟังว่าเริ่มแรกเปิดร้านเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2547 มีเมนู 2 อย่างคือ โจ๊กและบะหมี่ ที่มาของโจ๊กได้สูตรมาจาก คุณแม่จันทรา เจียรกุล ซึ่งเป็นครูสอนทำอาหารจีน ความแตกต่างของโจ๊กไทยกับโจ๊กฮ่องกงอยู่ที่โจ๊กไทยจะข้นเพราะแป้งและบางร้านจะใส่ผงชูรสเพื่อปรุงรสให้อร่อยขึ้น แต่ความโดดเด่นของโจ๊กฮ่องกงแท้ ๆ เป็นโจ๊กที่ขาวเนียน

“ความขาวของโจ๊กฮ่องกงเกิดจากฟองเต้าหู้ ทางร้านจะต้มข้าวกับฟองเต้าหู้ซึ่งเป็นสูตรต้นตำรับของทางร้านแท้ ๆ ที่โจ๊กฮ่องกงแพงกว่าโจ๊กของคนไทยก็เพราะใส่กังฮือหยู (หอยเชลล์แห้ง) ที่มีราคาแพงมาก กิโลกรัมละ 3,000 บาท วิธีการต้มก็จะไม่ใส่ผงชูรสแต่จะใส่เกลือแทน รสชาติของโจ๊กฮ่องกงจะขึ้นอยู่กับกังฮือหยูและเกลือที่ใส่ลงไป กว่าที่โจ๊กหม้อหนึ่งจะมารวมตัวกันได้ขาวเนียนขนาดนี้ใช้เวลาต้มกว่า 3 ชั่วโมง”

JOKE MEE PLEASE

ในส่วนเมนูโจ๊กของที่ร้านจะมีให้เลือกหลากหลายโดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ก็คือตัวเนื้อโจ๊กกับเครื่องที่ใส่ อย่างเช่น โจ๊กหมู ,โจ๊กตับเซ่งจี้ , โจ๊กกุ้ง , โจ๊กปลา , โจ๊กไก่เส้น , โจ๊กไข่เยี่ยวม้า , โจ๊กเป็ดย่าง , โจ๊กหมูกรอบ , โจ๊กหมูแดง เป็นต้น นอกจากนี้ทางร้านยังมีบะหมี่ที่เป็นเมนูเด็กของทางร้านเส้นบะหมี่จะสั่งมาจากฮ่องกง ความแตกต่างระหว่างบะหมี่ไทยกับบะหมี่ฮ่องกงจะอยู่ที่ความบาง เส้นบะหมี่ฮ่องกงจะบางกว่าบะหมี่ของไทย การที่จะหาบะหมี่ฮ่องกงแท้ๆ ทานในเมืองไทยก็จะมีแต่ในโรงแรมเท่านั้น

กว่าจะประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ร้าน JOKE MEE PLEASE ก็พบเจอกับอุปสรรคมาไม่น้อย เรื่องที่หนักที่สุดก็คือปัญหาการเช่าที่ ระยะเวลา 9 ปี ย้ายร้านมาแล้ว 3 ครั้ง ด้วยค่าเช่าที่สูงขึ้น จนปัจจุบันย้ายร้านมาอยู่ที่ซอยทองหล่อ เนื่องจากทำเลเดิมเจ้าของที่ขอขึ้นค่าเช่าทำให้สู้ราไม่ไหวจึงจำเป็นต้องมองหาทำเลใหม่เพื่อจะให้กิจการอยู่ต่อไปได้ แต่ในปัญหาก็ยังมีเรื่องที่ดี ๆ อยู่ด้วย รสชาติอาหารที่มีความอร่อยถูกปากทำให้ลูกค้าตามไปกินไมว่าจะย้ายไปไหน แถมได้ลูกค้าจากทำเลใหม่จึงทำให้ร้าน JOKE MEE PLEASE อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้

โจ๊กธรรมดา ๆ มีอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองเป็นอะไรที่ทำขายง่ายราคาถูกเริ่มต้นที่ 35 บาท แต่โจ๊กที่มีกรรมวิธี มีประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ในรสชาติหาได้ยากซึ่ง JOKE MEE PLEASE เป็นหนึ่งในนั้นเป็นโจ๊กในตลาด Niche Market ลูกค้ากลุ่มนี้เน้นที่คุณภาพของวัตถุดิบมากกว่าราคา แต่ถ้าคิดกันอีกมุมหนึ่งด้วยตัววัตถุดิบที่ใช้กับราคาที่ขายนั้นถือว่าไม่แพง

ปัจจุบันร้าน JOKE MEE PLEASE ก็จะมีเมนูเสริมขึ้นมาอีกหลายเมนูเพื่อให้ลูกค้าได้มีตัวเลือกในการรับประทาน อย่างเช่น ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดง หมูกรอบ อาหารทุกจานกลางก็จะมี เปาะเปี๊ยะฮ่องเต้ ไก่ทอดเลม่อน ก๋วยเตี๋ยวหลอด แลอีกในมุมหนึ่งของธุรกิจเป็นการเพิ่มยอดขายและความหลายหลากให้แก่ลูกค้าอีกด้วย ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 75 บาท ซึ่งถือว่าไม่แพงถ้าเทียบกับคุณภาพวัตถุดิบ

สำหรับแผนในอนาคตทางร้าน JOKE MEE PLEASE คุณประยุทธ กล่าวว่า มีแผนพัฒนาธุรกิจขยายสาขาออกไปและแตกไลน์ของอาหารให้เยอะมากขึ้นเพราะวัดส่วนรายได้ทั้งหมดไม่ได้ขึ้นอยู่กับโจ๊กและบะหมี่ แต่ทั้งสองอย่างนี้เป็นเหมือน “แบรนด์” ที่ทุกคนรู้จักแล้วว่าร้าน JOKE MEE PLEASE เป็นร้านที่ขึ้นชื่อในเรื่องของโจ๊กกับบะหมี่ แต่ที่ร้านก็จะมีเมนูอื่น ๆ อย่างเช่น เปาะเปี๊ยะฮ่องเต้ , ไก่เลม่อน เป็นต้น และจะพัฒนาคนให้ได้คุณภาพก่อน เพราะการขยายสาขาก็เหมือนกับการเปิดร้านใหม่ซึ่งถ้าไม่มีการพัฒนาบุคลากรในร้านให้มีประสิทธิภาพการดุแลคุณภาพของสาขาใหม่ก็จะยากไปด้วย

ในสัดส่วนของรายได้ของร้านอาหาร JOKE MEE PLEASE ส่วนใหญ่จะมาจากการรับจัด Catering กับร้านเครื่องดื่มชา แบรนด์ “หน่าย-ฉ่า” กำไรที่ได้จากโจ๊กหลังหักต้นทุนทั้งหมดแล้วเหลือเพียง 15% ถามว่ากำไรที่ได้ไม่ได้เยอะอะไรทำไมถึงยังเปิดร้าน JOKE MEE PLEASE อยู่ คุณประยุทธ บอกว่า

“ร้านอาหารเหมือนเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้ลูกค้ารู้จักร้านแถมยังได้ทำอาหารดี ๆ มีคุณภาพให้ลูกค้าทานและในแง่ธุรกิจก็เหมือนการบอกต่อธุรกิจที่กำลังทำอยู่อย่าง catering ให้ลูกค้าได้รู้จักด้วย แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนำเอาความสามารถของบุคลากรหรือสาถนที่ออกมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า ก็จะทำให้ธุรกิจเติบโตต่อได้อย่างมั่นคง”

คุณประยุทธ บอกต่อไปว่า การที่จะทำร้านอาหารและประสบความสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับ 2 อย่างคือ 1.เราต้องมีทุนและเปิดทีเดียว 4-5 ร้านไปเลยเพราะเป็นการขยายแบรนด์ให้คนรู้จักได้ดีที่สุด ดูอย่างร้านอาหารที่เขาเปิดที่หลายๆ สาขา อย่างที่บอกต้องมองความสำคัญของแบรนด์เป็นที่หนึ่ง ซึ่งต้องควบคู่ไปกับคุณภาพของอาหารด้วย 2. ถ้ายังไม่มีทุนถึงขนาดขยายสาขาได้นั้นจะต้องมีทำเลเป็นของตัวเองแล้วค่อย ๆ ทำไปค่อย ๆ สร้างคุณภาพของอาหารและพนักงาน การที่จะทำให้พนักงานมีคุณภาพเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ด้วยแง่คิดผิด ๆ ที่คนไทยติดว่าอาชีพบริการทำแล้วไม่รวย จึงทำให้เกิดการหมุนเวียนของพนักงานเยอะมาก ต้องสร้างความมั่นใจให้กับพนักงานให้เขาอยู่กับร้านไปนาน ๆ

หากสนใจแวะไปชิมได้ที่ร้าน JOKE MEE PLEASE อยู่ระหว่าง ซอยทองหล่อ 17-19 หรือ โทร.02-185-2442

 ไปหน้าแรก  ธุรกิจแฟรนไชส์