สสว.กับความพยายามผนึกกำลังผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs คลัสเตอร์ สู้ตลาดอาเซียน

ธุรกิจ SMEs

ธุรกิจ SMEs

ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs

ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ไทยส่วนใหญ่รับทราบว่าในปี 2015 หรือ พ.ศ.2558 ประเทศไทยจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเป็นทางการ แต่ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเท่าไรนัก เนื่องจากคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องชี้นำ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน SMEs ไทยใช้ประโยชน์ให้ได้สูงสุด

คุณชาวันย์  สวัสดิ์-ชูโต รองผู้อำนวยการรักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) ในฐานะหน่วยงานที่ดูแล SMEs ไทย ให้เหตุผลที่ SMEs ยังไม่ปรับตัวรับการมาของ AEC ว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs บางส่วนที่ยังไม่สามารถรับรายละเอียดของ AEC ได้อย่างทั่วถึง

ที่ผ่านมา สสว. พยายามชี้ให้ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs เห็นถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นภายหลังไทยเข้าสู่ AEC อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในแง่ของตลาดที่จะใหญ่ขึ้นเป็น 607 ล้านคน และสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการลดภาษี การใช้ประโยชน์จากแหล่งกำเนิดสินค้า การเข้าไปเสาะหาแห่ล่งวัตถุดิบที่สมบูรณ์ของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ผู้ประกอบการมีความสนใจในการใช้ ประโยชน์เป็นอันดับแรก

ธุรกิจ SMEs

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)

โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากแหล่งกำเนิดสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่ง สสว.ได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น การใช้ From D ซึ่งสอนเทคนิคในการจัดทำหนังสือรับรองถิ่นกำเนินสินค้า เพื่อสามารถใช้ประโยชน์ทางภาษีได้ ก่อนที่จะพยายามชี้ให้ผู้ประกอบการรับทราบถึงผลกระทบในแง่อื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อนำไปปรับตัวให้พร้อมรับต่อ AEC

“สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ต้องทำเป็นอันดับต้น ๆ คือ การรวมกลุ่มกันเองให้เข้มแข็งเพื่อสามารถผนึกกำลังในการออกสู่ตลาดอาเซียนและใช้ประโยชน์จากตลาดขนาดใหญ่ และการเคลื่อนย้ายปัจจัยในการผลิตต่าง ๆ ศึกษาระเบียบทางการค้า เพื่อสามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีได้อย่างเต็มที่ โดยพิจารณาการใช้ประโยชน์ในแง่ของ Supply Chain

ส่วนผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานด้อยฝีมือจากประเทศเพื่อนบ้าน อาจจะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงาน ดังนั้น ผู้ประกอบการอาจจะต้องย้ายฐานการผลิตไปยังแนวชายแดนเพื่อให้ยังคงใช้แรงงานต่างด้าวเหล่านั้นได้ และต้องปรับการผลิตสินค้าจาก Labor Intensive เป็น Innovation หรือ Machinery มากขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการของไทยที่เป็นผู้รับจ้างผลิต OEM อาจจะต้องสูญเสียคำสั่งซื้อให้แก่ประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่เป็น SMEs ต้องปรับตัวเป็น ODM และ OBM คือจะต้องมีแบรนด์เป็นของตนเองเน้นการผลิตสินค้าตนเองให้มากขึ้น”

30 % ของผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs หรือประมาณ 9 แสนรายประสบปัญหาความสามารถการแข่งขันในด้านการขาดความรู้ในการวางแผนธุรกิจ การทำตลาดสินค้า และไม่รู้ศักยภาพของคู่แข่งขัน ดังนั้น สสว.และหน่วยงานภาครัฐจะเร่งเข้าไปฝึกอบรมให้ความรู้ทางธุรกิจกับผู้บริหารหรือกลุ่มทายาทธุรกิจ หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงหลังมีการเปิด AEC เพราะผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือทุนข้ามชาติจะเข้ามาแย่งลูกค้าได้ง่าย ระยะเวลาจากนี้ไป สสว. จะเน้นการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การนำผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพไปขยายโอกาสทางการค้าในต่างประเทศ กำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น และกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs เชื่อว่าข้อมูลต่าง ๆ ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs นำปปรับใช้ในธุรกิจของตัวเองต่อไป

ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ที่สนใจข้อมูลความรู้ และโครงการความช่วยเหลือต่าง ๆ เกี่ยวกับ AEC ติดต่อได้ที่ 

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

เลขที่ 21 อาคาร ทีเอสที ทาวเวอร์ ชั้น G,17,18,20,23 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมทอง เขตจตุจักร กทม. 10900  โทร. 0-2278-8000 หรือเว็บไซต์ www. sme.go.th

ไปหน้าแรก ธุรกิจแฟรนไชส์