ธุรกิจแฟรนไชส์ Soy Story นมถั่วเหลืองผสมน้ำผลไม้เชค

นอกจากนมสดแล้ว ในปัจจุบัน “นมถั่วเหลือง”ผสมน้ำผลไม้ ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศสิงคโปร์อยู่ในกลุ่มของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ความนิยมส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคหันมาดื่มน้ำนมจากถั่วเหลืองแทนน้ำนมจากสัตว์กันมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจแฟรนไชส์ “Soy Story” จึงเกิดขึ้นจากการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งเครื่องดื่มชนิดนี้ยังถือเป็นของใหม่ในไทย ไม่มีคู่แข่ง จึงมีโอกาสมากที่จะกลายเป็นผู้นำตลาดสำหรับเครื่องดื่มชนิดนี้

ธุรกิจแฟรนไชส์ Soy Story

คุณการัญญา จารุธาณินทร์ และคุณวิสาธรรม  ชมมาพร เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ Soy Story กล่าวว่า Soy Story โฮมเมดนมถั่วเหลืองผสมธัญพืช 7 ชนิด ที่ผลิตจากเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีการผลิตจากประเทศสิงคโปร์มีจุดเด่น คือ กรองกาก และกำจัดกลิ่นถั่วเหลือง

เครื่องดื่มมีลักษณะคล้ายกับสมูทตี้ โดยการนำน้ำนมถั่วเหลืองมาใส่เครื่องเชคผสมรวมกับน้ำผลไม้และเติมความหวานด้วยน้ำตาลพิเศษที่นำเข้าจากประเทศสิงคโปร์ ได้รสชาติความหวานที่ไม่แหลมเกินไป นำมาทำไซรัป (น้ำเชื่อม) สำหรับเติมในเครื่องดื่มเย็น

“รสชาติ นุ่มนวลหอมมันตามแบบฉบับโฮมเมดนมถั่วเหลืองสูตรเฉพาะ ตัดกับรสเปรี้ยวอมหวานของน้ำผลไม้ได้อย่างลงตัว รสชาติที่ได้ทดลองตลาดและมีวางจำหน่ายแล้ว ประกอบด้วย ออริจินัล ชาเขียว ส้ม กีวี่ บลูเบอรี่ พีช กรีนแอปเปิ้ล ฟรุ๊ตพันช์ แมงโก้ บานาน่า เสาวรส และสตอเบอรี่ โดยรสชาติที่เป็นที่นิยมมากได้แก่ เสาวรส และบานาน่า โดยราคาอยู่ที่แก้วละ 35 บาท

ลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ขั้นต่ำ 75,000 บาท

ธุรกิจแฟรนไชส์ Soy Story

1. ค่าแฟรนไชส์ 75,000 บาท เป็นการ Build-in ตามสภาพพื้นที่ ตามขนาด ผู้ลงทุนจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำ Counter ทั้งหมด (ในการเขียนแบบต้องเสนอให้กับทางร้านอนุมัติก่อนในการลงมือทำแบบ Counter หรือให้ทางบริษัทออกแบบให้) สิ่งที่จะได้รับ อุปกรณ์หลักสำหรับเปิดร้าน ทั้งหมดและวัตถุดิบชุดแรกพร้อมขาย 200 แก้ว

2. ค่าแฟรนไชส์ 120,000 บาท ชุด Counter มาตรฐานรูปตัว L หน้ากว้าง 1.80 เมตร ด้านข้าง 1.20 เมตร หน้าโต๊ะลึก 60 ซม. (ขนาดอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานที่ที่แฟรนสไชส์จะเปิด) ส่วนประกอบมี ชุดชั้นวาง ถังน้ำแข็ง พร้อมสื่อเมนูรายการสินค้าและป้ายไฟ สวยงามคลุมชุด Counter (ไม่รวมการตกแต่งร้าน) อุปกรณ์หลักสำหรับเปิดร้านทั้งหมด

 

ต้นทุน 10 บาท ทำกำไร 350%

คุณการัญญา กล่าวถึงต้นทุนของวัตถุดิบว่า ตัวน้ำนมถั่วเหลือง ทางร้านจัดส่งให้แบบสำเร็จรูป (เนื่องจากทางร้านเห็นว่าเครื่องกรองนมถั่วเหลืองที่นำเข้ามาจากสิงคโปร์มีราคาสูง และต้องใช้เวลาในการทำ น้ำนมถั่วเหลืองนี้เมื่อทำออกมาแล้วจะเป็นการเก็บรักษาแบบพาสเจอร์ไรซ์สามารถเก็บได้ 5-7 วัน เพื่อความสะดวกจะจัดส่งเป็นแกลลอน) 1 แกลลอน ราคา 250 บาท ขายได้ 50 แก้ว ตกแก้วละ 5 บาท

น้ำผลไม้เข้มข้นผสมเนื้อผลไม้ ขายเป็นขวด ขวดละ 1 ลิตร ราคา 150 บาท ขายได้ 50 แก้ว ตกแก้วละ 3 บาท แก้วและฝา สกรีนโลโก้ร้านตกใบละ 2 บาท ต้นทุนค่าวัตถุดิบรวม 10 บาทต่อแก้ว ราคาขาย 35 บาท คิดเป็นต้นทุน 28% กำไรขั้นต้นต่อแก้ว 350%

ส่วนท็อปปิ้งพุดดิ้งน้ำเต้าหู้ ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญอีกตัวหนึ่งจำหน่ายเป็นผงกึ่งสำเร็จรูป ขนาด 1 กิโลกรัม ราคา 450 บาท 1 กิโลกรัมขายได้  150 แก้ว ตกแก้วละ 3 บาท (ราคาขายเพิ่มท็อปปิ้ง 10 บาท) ยอดขายเฉลี่ยสาขานี้อยู่ที่ประมาณวันละ 50 แก้ว ทั้งนี้ยอดขายจะขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งเป็นสำคัญ ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 2-4 เดือน

ทำเลดี หน้าสำนักงานธนาคาร

“ทำเลร้านควรจะอยู่ใกล้บริเวณ สำนักงานธนาคาร บริษัท ห้างร้านต่าง ๆ มหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนเอกชน ถ้าอยู่ในห้างควรพิจารณา ค่าเช่า อัตรา %  ที่จัดเก็บต่าง ๆ ที่ค่อนข้างสูง  ซึ่งจะส่งผลต่อกำไร และระยะเวลาคืนทุน (ต้นทุนค่าวัตถุดิบ อย่างเดียวโดยเฉลี่ย 30% จากราคาขาย) และต้องดูด้วยว่าทำเลร้านมีเงื่อนไข ข้อจำกัดหรือข้อห้ามต่าง ๆ หรือไม่ เพราะเมนูของเราต้องมีการล้างกระบอกเชคเกอร์ ถ้าไม่มีระบบทิ้งน้ำเสียในร้าน จะต้องมีถังน้ำรองไว้ก่อนแล้วค่อนไปทิ้ง”

คุณการัญญาพูดถึงทำเลที่เหมาะสม พร้อมกล่าวต่อถึงเป้าหมายในการขยายสาขาว่า ตั้งเป้าขายธุรกิจแฟรนไชส์ในไตรมาสแรกไว้ 5 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเชื่อว่าธุรกิจเครื่องดื่มยังคงไปได้ต่อ เพราะมีต้นทุนที่ต่ำทำให้มีอัตราความเสี่ยงน้อยกว่าธุรกิจประเภทอื่น

ไปหน้าแรก  ธุรกิจแฟรนไชส์